Microsoft Volume Licensing (สิทธิ์การใช้งานซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์สำหรับองค์กร)

Microsoft Volume Licensing (สิทธิ์การใช้งานซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์สำหรับองค์กร)

img-blog-microsoft-volume-licensing-1

คุณอาจจะคุ้นเคยกับการซื้อซอฟท์แวร์ของไมโครซอฟท์ไม่ว่าจะเป็นแบบ OEM (ติดตั้งมาพร้อมกับเครื่องใหม่) และแบบ FPP (ซื้อแยกต่างหากแล้วนำมาติดตั้งเอง) ซึ่งในขณะที่ข้อดีคือ ความสะดวกสบายในการติดตั้งและได้มา แต่ทั้งแบบ OEM และ FPP ก็มีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาอยู่เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการใช้งานในองค์กร

สิทธิ์การใช้งานซอฟต์แวร์ชนิด OEM จะสามารถใช้กับเครื่องใหม่เท่านั้น อาจจะเป็นการซื้อมาติดตั้งบนเครื่องใหม่ หรือติดตั้งมาเสร็จเรียบร้อยหากคุณเลือกซื้อเครื่องจากแบรนด์ต่างๆ แต่จะไม่สามารถซื้อมาติดตั้งกับเครื่องที่ใช้งานอยู่แล้วได้ คุณสามารถดาวน์เกรดไปใช้ซอฟแวร์เวอร์ชันที่ต่ำกว่าได้แต่ไม่สามารถโอนย้ายสิทธิ์ไปให้เครื่องอื่นได้ และ OEM 1 license จะได้รับ 1 product key และคุณสามารถซื้อชนิด FPP เพื่อมาติดตั้งกับเครื่องเก่าหรือใหม่ก็ได้ สามารถเปลี่ยนย้ายเครื่องได้ แต่จะไม่สามารถลดไปใช้ซอฟแวร์เวอร์ชันที่ต่ำกว่าได้

ทั้ง OEM และ FPP มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดในตัวเองที่คุณจะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่าแบบไหนที่เหมาะกับลักษณะการใช้งานของคุณก่อนตัดสินใจ สิ่งที่เป็นข้อจำกัดร่วมกันของทั้ง OEM และ FPP คือไม่สามารถอัพเกรดไปใช้ซอฟแวร์เวอร์ชันที่สูงกว่าได้ ซึ่งแน่นอนว่าในความเป็นจริงเมื่อเวลาผ่านไปซอฟต์แวร์จะได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น และหากคุณตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์แบบ OEM หรือ FPP ไปแล้วนั้น จะไม่มีสิทธิ์ในการอัพเกรดไปใช้ซอฟแวร์เวอร์ชันใหม่ และทางแก้เดียวก็คือต้องซื้อสิทธิ์การใช้งานซอฟต์แวร์ใหม่อีกครั้งเท่านั้น

ตารางนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพเปรียบเทียบได้ง่ายยิ่งขึ้น

MS Windows / MS Office Professional OEM FPP
Product Key 1 Product Key 1 เครื่อง 1 Product Key 1 เครื่อง
การใช้งาน เครื่องใหม่ ได้ทั้งเครื่องใหม่และเก่า
Media แผ่น DVD พร้อม COA และ Product Key กล่องพร้อมแผ่น DVD และ Product Key
Downgrade
Upgrade
การย้ายเครื่อง
ราคา ต่ำ เหมาะกับการใช้งานในครอบครัวและธุรกิจขนาดเล็ก

ปัญหายุ่งยากในการจัดการสิทธิ์การใช้ซอฟต์แวร์

ลองจินตนาการว่าหากคุณมีการใช้งานคอมพิวเตอร์หลายเครื่องร่วมกับลิขสิทธิ์การใช้ซอฟต์แวร์ ประเภท OEM หรือ FPP ความยุ่งยากที่คุณจะต้องรับมือ ได้แก่

  1. ต้องเก็บ “ซอง” สำหรับแบบ OEM และเก็บ “กล่อง” สำหรับแบบ FPP ไว้แสดง เมื่อมีการขอตรวจสอบลิขสิทธิ์ หากไม่มีเก็บไว้จะถือว่าไม่มีลิขสิทธิ์ที่ถูกต้องทันที
  2. หากใช้งานประเภท OEM และต้องการเปลี่ยนไปใช้เครื่องใหม่ ต้องซื้อลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์ใหม่เนื่องจากถ่ายโอนระหว่างเครื่องไม่ได้
  3. หากใช้งานประเภท FPP จะไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นต่ำกว่าได้ เนื่องจากดาวน์เกรดไม่ได้
  4. ไม่สามารถอัพเกรดเมื่อมีซอฟท์แวร์เวอร์ชั่นใหม่ออกมา ทั้งแบบ OEM และ FPP
  5. Product key ของซอฟท์แวร์แบบ FPP ซึ่งแยกเป็นกล่อง ต้องทำบันทึกประวัติว่ากล่องนี้ใช้กับเครื่องไหน สลับกันไม่ได้ เวลาดำเนินการติดตั้งอาจจะมีความไม่สะดวกในการจัดการ
  6. ทั้งประเภท OEM และ FPP อนุญาตให้ติดตั้งเพื่อใช้งานภายในองค์กรเท่านั้น (On Premise) ไม่สามารถนำไปติดตั้งบนระบบที่เป็น Cloud ได้ เนื่องจากไม่มี SA (Software Assurance)
  7. ซอฟต์แวร์บางชนิด ไม่ให้สิทธิ์การใช้งานทั้งแบบที่เป็น OEM และ FPP เช่น Microsoft SQL Server

ทางแก้

หากคุณมีความจำเป็นต้องใช้งานเครื่องจำนวนมาก (ตั้งแต่ 5 เครื่อง ขึ้นไป) และต้องการความสะดวกในการจัดการสิทธิ์การใช้ซอฟแวร์ การเลือกสิทธิ์ประเภท Microsoft Volume Licensing จะสามารถแก้ปัญหาข้างต้นได้ ดังนี้

  1. การลงทะเบียนซื้อครั้งแรก จะระบุว่าลิขสิทธิ์ของซอฟต์แวร์นั้นขายให้กับบริษัทอะไร ที่ตั้งอยู่ที่ไหน คุณจึงไม่ต้องเก็บซองหรือกล่องเพื่อยืนยันสิทธิ์อีกต่อไป อีกทั้งสามารถ Login เข้าระบบผ่านเว็บไซต์ หรือแสดงเอกสารที่ได้จากทาง Microsoft เพื่อยืนยันสิทธิ์การใช้งานเมื่อมีการขอตรวจสอบ
  2. Product Key ที่ใช้จะเป็นอันเดียวกัน จะติดตั้งเครื่องไหน ก็ใช้ Key เดียวกัน ทำให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วในการจัดการ
  3. สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมที่ใช้ติดตั้งได้จากหน้าเว็บ Volume Licensing
  4. ได้รับสิทธิ์ดาวน์เกรดเพื่อใช้งานเวอร์ชั่นที่ต่ำกว่า สูงสุดได้ 2 เวอร์ชั่น เช่น วันนี้คุณสั่งซื้อ Microsoft Office 2021 ก็จะได้รับสิทธิ์ใช้งาน Microsoft Office 2019 และ 2016 โดยอัตโนมัติ (เพียงแต่จำนวนการติดตั้งรวม ต้องไม่เกินสิทธิ์ที่ได้ซื้อไว้)
  5. เมื่อซอฟต์แวร์มีเวอร์ชั่นใหม่ออกมา เราแนะนำให้ทำการอัพเกรดเวอร์ชั่นใช้งานให้เป็นปัจจุบัน เพื่อให้ได้รับ Security Patch Update ป้องกันภัยทางไซเบอร์ ทาง Microsoft มีโปรแกรมที่เรียกว่า SA (Software Assurance) โดยจะขายมาพร้อมกับซอฟท์แวร์ประเภท Volume Licensing มีอายุ 3 ปี ภายในระยะเวลา 3 ปี ดังกล่าว หากซอฟท์แวร์ที่ซื้อมีเวอร์ชั่นใหม่ออกมา คุณสามารถอัพเกรดได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  6. กรณีที่คุณซื้อ SA คุณสามารถนำไปติดตั้งใช้งานบนระบบ Cloud ได้

เราเพิ่ม Volume Licensing ลงในตารางก่อนหน้านี้ เพื่อให้คุณเห็นภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจน

MS Windows / MS Office Professional OEM FPP Volume Licensing
Product Key 1 Product Key 1 เครื่อง 1 Product Key 1 เครื่อง หลายเครื่อง
การใช้งาน เครื่องใหม่ ได้ทั้งเครื่องใหม่และเก่า 5 เครื่องขึ้นไป
Media แผ่น DVD พร้อม COA และ Product Key กล่องพร้อมแผ่น DVA และ Product Key ดาวน์โหลดจาก VLSC พร้อม Product Key
Downgrade
Upgrade
การย้ายเครื่อง ได้ ยกเว้น Windows
ราคา ต่ำ เหมาะกับการใช้งานในครอบครัวและธุรกิจขนาดเล็ก เหมาะกับการใช้งานในองค์กรธุรกิจ สถาบันการศึกษา และมูลนิธิ

ประเภทของ Microsoft Volume Licensing

เพื่อให้การใช้งานในองค์กรเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น Microsoft จึงได้แบ่งประเภทสิทธิ์การใช้ซอฟต์แวร์ไว้ให้คุณเลือกใช้ได้ ดังนี้

1. Microsoft CSP Perpetual (CSP)

สำหรับสิทธิ์การใช้ซอฟท์แวร์ประเภทแรกนี้นิยมเรียกว่า CSP เป็นชนิดที่ซื้อแล้วใช้ได้ถาวร แต่ไม่สามารถอัพเกรด หรือนำไปใช้บน Cloud ได้ เพราะไม่มี SA การสั่งซื้อขั้นต่ำ คือ 5 license

2. Microsoft Open Value (OV)

ประเภทที่สอง มักจะเรียกกันว่า Open Value หรือ OV กลุ่มนี้จะเป็นซอฟท์แวร์เช่าใช้ มีอายุ 3 ปี มาพร้อมกับ SA สามารถใช้งานภายในองค์กร (On Premise) หรือ ติดตั้งบน Cloud ได้ รวมถึงสามารถอัพเกรดเป็นเวอร์ชั่นใหม่ได้ตลอดตราบเท่าที่คุณยังต่ออายุ SA

3. Microsoft Open License (รุ่นดั้งเดิม ปัจจุบันเลิกจำหน่ายไปเมื่อปลายปี 2021)

โดยสรุป ณ เวลานี้ (เมษายน 2022) สิทธิ์การใช้ซอฟต์แวร์ประเภท Volume Licensing มี 2 ประเภท คือ CSP Perpetual และ Open Value แล้วจะเลือกแบบไหน ถึงจะเหมาะ?

มาดูแนวทางการเลือกง่ายๆ ด้วยการตอบคำถาม 2 ข้อ ดังนี้

ซอฟท์แวร์ที่คุณซื้อต้องติดตั้งบน Cloud หรือไม่?

คำตอบ ถ้าคำตอบคือใช่ Open Value คือสิ่งที่คุณต้องการ

คุณต้องการอัพเกรดซอฟต์แวร์เมื่อมีเวอร์ชั่นใหม่หรือไม่?

คำตอบ ยกตัวอย่างเช่น ณ เวลานี้ Windows เวอร์ชันล่าสุดคือ Windows 11 และส่วน Office ล่าสุดคือ Office2021 หากในองค์กรของคุณยังคงใช้งาน Windows7 กับ Office2010 และคุณเองก็มีความต้องการที่จะอัพเกรดซอฟต์แวร์เพื่อใช้เวอร์ชันปัจจุบัน ในกรณีนี้ CSP คือสิ่งที่คุณต้องการ

สิ่งที่คุณอาจจะยังไม่รู้คือ คุณไม่จำเป็นต้องซื้อซอฟท์แวร์ทุกตัวเป็น Open Value หรือ CSP สามารถเลือกได้ว่า กลุ่มนี้ต้องการใช้เป็นแบบ Open Value ส่วนกลุ่มนี้ใช้เป็นแบบ CSP ขึ้นอยู่ตามความเหมาะสมและแผนการใช้งานขององค์กร หากต้องการคำปรึกษา Blesssky Connexion ยินดีให้คำแนะนำ ติดต่อเราได้ที่ 02-679-8877 หรือ sales@blesssky.com ก่อนจะตัดสินใจ เรามั่นใจว่าจะสามารถใช้ให้คุณตัดสินใจได้ง่าย และประหยัดต้นทุนได้แน่นอน

FAQ

Microsoft Volume Licensing มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจ จึงมีคำถามจากผู้ที่ต้องการใช้บริการจำนวนมาก เราขอแถมท้ายบทความนี้ด้วยการรวบรวมคำถามที่พบเจอบ่อยไว้ดังนี้

การซื้อ Volume Licensing มีจำนวนขั้นต่ำ หรือไม่?

คำตอบ สั่งซื้อขั้นต่ำอยู่ที่ 5 license โดยสามารถซื้อซอฟต์แวร์หลายๆ ชนิดรวมกันได้

ต้องซื้อ Software Assurance (SA) เมื่อไหร่

คำตอบ ซื้อครั้งแรกพร้อมกับซอฟท์แวร์ เมื่อครบอายุการใช้งาน 3 ปี สามารถซื้อทำการต่ออายุเฉพาะ SA ได้ ครั้งละ 3 ปี

ปัจจุบันใช้งาน Windows ที่ไม่มีลิขสิทธิ์ หากต้องการทำให้ถูกลิขสิทธิ์ด้วยการซื้อ Volume Licensing ต้องทำอย่างไร

คำตอบ ซื้อลิขสิทธิ์ Windows GGWA (Get Genuine Windows Advantage) โดยใช้ จำนวนเท่ากับจำนวนเครื่องที่ใช้งาน

ลิขสิทธิ์ประเภท Open License ย้ายเครื่องได้ทุกตัวเลยหรือไม่

คำตอบ ไม่ทุกตัว ยกเว้น Windows GGWA


ฝากความคิดเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น